
อะไรกันเนี่ยกะอีแค่ “กรีนการ์ด” ใบเดียว ถึงกับยอมทำขนาดนี้เชียวหรือ? “ใช่…เพราะมันสำคัญมากกับชีวิตของคนต่างถิ่นฐาน ที่ต้องมาเสาะแสวงหาอนาคตในประเทศที่เจริญกว่า”
Crossing Over สกัดแผนฉุดนรก ภาพยนตร์แอ๊คชั่น ทริลเลอร์ที่สะท้อนเบื้องลึกของสังคม บอกได้คำเดียวว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้คือความจริง ที่ “เวย์น เครเมอร์” ผู้กำกับ ต้องการทำหนังเสียดสีสังคม เพราะการจะได้เป็นพลเมืองในประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ใครจะสามารถเข้านอกออกในกันง่ายๆ ยิ่งถ้าคุณคิดจะฝากอนาคต และครอบครัวไว้กับประเทศนี้ คุณก็ต้องทำตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายที่ทางราชการตั้งขึ้น นั้นก็คือกรีนการ์ด สิ่งที่จะบ่งบอกได้ว่าคุณอาศัยอยู่ประเทศนี้อย่างถูกกฎหมาย

ก่อนที่จะไปพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ขอพูดถึงความหมายของ “กรีนการ์ด” ให้ได้รู้กันก่อน
กรีนการ์ด หมายถึงบัตรประจำตัวผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรอย่างถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ กรีนการ์ดแบบมีเงื่อนไข (Conditional Green Card) มีอายุ 2 ปี และกรีนการ์ดแบบถาวรที่ต้องต่ออายุทุก ๆ 10 ป ีโดยผู้ถือกรีนการ์ดทั้งสองแบบ นั้นต่างมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบเท่าๆ กัน ความแตกต่างระหว่างกรีนการ์ดทั้งสอง แบบมีเพียงเล็กน้อย คือ กรีนการ์ดแบบมีเงื่อนไข จะหมดอายุภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสิทธิตั้งถิ่นฐานถาวรในสหรัฐฯ ซึ่งเขาทั้งหลายเหล่านั้นต้องยื่นเรื่อง เพื่อถอดถอนเงื่อนไขนั้นออกไป ผู้ที่จะได้รับกรีนการ์ดแบบมีเงื่อนไข ได้แก่ ผู้ที่ขอมีสิทธิอยู่อาศัยถาวรโดยการสมรสกับพลเมืองสหรัฐฯ ซึ่งการสมรสนั้นยังมีอายุไม่ครบ 2 ปีในวันที่ได้รับสิทธิมีถิ่นที่อยู่อย่างถาวรนั้น รวมทั้งผู้ที่ได้รับสิทธิมีถิ่นที่อยู่จากการลงทุนเพื่อการสร้างงานในสหรัฐฯ
และไอ้เจ้า “กรีนการ์ด” ที่ว่าก็ไม่ใช่ว่าใครจะได้มันมาง่ายๆ ทว่าต้องผ่านขั้นตอนสับซ่อนอันยืดยาวมากมาย และต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินเรื่องมากพอสมควร และถ้า ณ.ตอนนี้สถานะภาพของคุณมันไม่เอื้ออำนวยล่ะ คุณจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้มันมา บางคนถึงกับยอมเอาตัวเข้าแลก กับสินบนใต้โต๊ะแบบผิดกฎหมาย แต่บางคนต้องยอมถูกส่งกลับถิ่นฐานเดิม ที่ต้องกลับไปลำบากเหมือนเคย
![crossing-over-0017[1] crossing-over-0017[1]](http://movie.mthai.com/wp-content/uploads/2009/11/crossing-over-00171.jpg)
ขอเล่าถึงเนื้อเรื่องคร่าวๆให้ฟังก่อนเข้าชม อเมริกามักเสนอความหวังให้คุณ แต่มันต้องมีค่าใช้จ่ายเสมอ หลายคนสามารถขอเป็นพลเมืองอเมริกันที่ถูกกฎหมายได้ โดยผ่านขั้นตอนทางราชการอันยืดยาว แต่อีกหลายๆ คน ก็พบว่าโชคไม่อยู่เคียงข้างพวกเขาในประเทศที่อะไรก็ซื้อได้ บางคนรอคอยอยู่เส้นพรมแดนประเทศสหรัฐฯ ขณะที่คนอื่นกุมชะตาชีวิตไว้ในกำมือของตนเอง
งานของ แม็กซ์ โบรแกน (แฮร์ริสัน ฟอร์ด) เจ้าหน้าที่ประจำ หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) แห่ง ลอส แองเจลีส มีหน้าที่ในการรักษากฎระเบียบเรื่องการผ่านแดนอย่างเคร่งครัด เขาต้องพบเจอผู้คนนับหมื่นที่พยายามเข้ามาในสหรัฐอเมริกาเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า เมื่อมองผ่านชีวิตของ แม็กซ์ โบรแกน และเพื่อนคู่หูอย่าง ฮามิด บาราเฮอรี (คลิฟฟ์ เคอร์ติส) รวมทั้ง เดนิซ แฟรงเคล (แอชลีย์ จัดด์) นักกฎหมายประจำหน่วย และสามีของเธอ โคล แฟรงเคล (เรย์ ลิออตต้า) ผู้มีหน้าที่พิจารณาคำร้องขอ เราจะเห็นภาระหนักหนาของความรับผิดชอบ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของพวกเขา
เนื้อเรื่องน่าสนใจตั้งแต่ต้นถึงจบเรื่อง แต่จะมีช่วงกลางเรื่องที่เฉื่อยๆไปบ้าง แต่ด้วยความยาวของหนัง ที่ไม่มากจนเกินไป จึงไม่ทำให้เกิดความน่าเบื่อเวลาดู อุปสรรคของหนังเรื่องนี้ดูจะเป็นอะไร ที่ยาก จะหลีกเลี่ยง เพราะมันคือกฎเหล็กของสหรัฐฯ ที่ต้องทำร่วมกัน

งานนี้นับว่านักแสดงชื่อดัง แฮร์ริสัน ฟอร์ด แสดงได้ดี แสดงได้เข้าถึงอารมณ์คนดู กับบทบาทเจ้าหน้าที่ผู้แสนดีที่ช่วยเหลือม้วนมนุษย์ผู้ตกยาก ส่วนพล๊อตเรื่องก็เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนถึงอีกมุมหนึ่งของชีวิตคนต่างแดน หรือที่เราเรียกกันว่าคนต่างด้าว ที่มาอาศัยความเจริญในประเทศที่พัฒนากว่าถิ่นฐานเดิม
movie.mthai
Tagged as:
Crossing Over,
บทวิจารณ์หนัง,
วิจารณ์หนัง,
เวย์น เครเมอร์

ถ้าโลกแตก มนุษยชาติจะเป็นอย่างไร?!!! และหนังเรื่องนี้ก็คือทางเลือกหนึ่งที่อาจจะมีความเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้ สังเกตุกันดีๆ ว่าตอนนี้วงการภาพยนตร์มักเอาความหายนะต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะเกิดขึ้น มานำเสนอมากมาย อาทิ 2012 วันหายนะโลก, 2022 สึนามิ วันโลกสังหาร, แฮดึนแด มหาวินาศมนุษยชาติ ฯลฯ และสำหรับเรื่องที่เรากำลังจะเอ่ยถึงก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน “Pandorum ลอกชีพ”
แค่ชื่อหนังคงยังไม่สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าหนังเรื่องนี้จะเกี่ยวกับอะไร แต่สำหรับชื่อภาษาไทย คำว่า ลอกชีพ คงจะบอกได้ในระดับหนึ่งแล้วว่า เป็นการเกิดใหม่ คล้ายๆ การลอกคราบของตัวดักแด้ของแมลงต่างๆ และสำหรับเรื่อง Pandorum ก็เป็นไปในลักษณะคล้ายคลึงกับการเกิดใหม่เสียด้วยสิ!!
โดยหนังเล่าถึงจุดจบของโลกมนุษย์ที่เกิดขึ้น แต่ด้วยความต้องการเอาตัวรอดของมนุษย์ จึงได้คิดเสาะแสวงหาดาวเคราะห์ที่มีสภาพภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นอากาศ ภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกับโลกมนุษย์ เพื่ออพยพมนุษยชาติไปยังดาวดวงนั้นเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป แต่ทว่าการเดินทางในครั้งนี้ต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานนัปศตวรรษ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจึงได้คิดแคปซูลย่นเวลา เพื่อให้มนุษย์ที่อยู่ในแคปซูลนี้เหมือนจำศีล และพอฟื้นขึ้นมาความสามารถ ทักษะที่เคยมีจะยังคงอยู่ โดยไม่ต้องนับศูนย์ใหม่ แต่ทว่าเมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อด้อย เพราะแคปซูลตัวนี้นอกจากจะทำให้ร่างกายคงสภาพแล้ว แต่มันยังทำให้ความทรงจำหดหายไปอีกด้วย

Pandorum ลอกชีพ ผลงานจากผู้อำนวยการสร้าง Resident Evil “พอล ดับบลิวเอส แอนเดอร์สัน” ที่รวบรวมทีมงานอัจฉริยะเกี่ยวกับหนังไซไฟเขย่าขวัญมาไว้ด้วยกัน ประหนึ่งการรวบรวมอาสาสมัครไปดาวเคราะห์ดวงใหม่ของเรื่องนี้ อาทิ คริสเตียน อัลวาร์ท ผู้กำกับดาวรุ่งชาวเยอรมัน ที่สร้างภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงชื่นชมไปไม่น้อยอย่าง Antibodies ภาพยนตร์ทริลเลอร์ที่เล่นกับจิตวิทยา และมีการหักมุมในแบบที่ไม่มีใครคาดถึง, ริชาร์ด บริทแกลนด์ ผู้ออกแบบงานสร้าง (Resident Evil, AVP: Alien vs. Predator, RocknRolla), ผู้กำกับภาพ เวดิโก้ วอน ชูสเซนดอร์ฟ (Igby Goes Down, tone Ending), ผู้ออกแบบงานสร้าง ริชาร์ด บริทแกลนด์ รวมถึงการสร้างตัวสัตว์ประหลาดจากสตูดิโอของ สแตน วินสตัน ผู้ให้กำเนิดตัวเอเลี่ยนและพรีเดเตอร์ เป็นต้น
มาพูดกันตั้งแต่ใบปิดของเรื่องเลยดีกว่า ที่เห็นแล้วทำให้เราอยากรู้ว่า หนังเรื่องนี้จะลอกชีพออกมากลายเป็นอะไร? แต่ทว่าเมื่อได้ดูจริงๆ ในส่วนของใบปิดที่ทีมงานต้องการสื่อนั้นมันไปคนละเรื่องกับธีมหลักของเรื่องเลยก็ว่าได้ แต่ว่ามันก็เป็นส่วนสำคัญที่ดึงดูดให้เราเดินเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
..เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวของสองนักบินอวกาศ ซึ่งถูกทิ้งร้างอยู่บนห้วงอวกาศ แต่ไม่นานนักก็พบว่า พวกเขาไม่ได้อยู่เพียงแค่ลำพัง..
โบเวอร์ (เบน ฟอสเตอร์) และ ผู้พันเพย์ตัน (เดนนิส เคว็ด) สองนักบินอวกาศได้ฟื้นจากระบบการจำศีลบนสถานีอวกาศอันใหญ่โต มันมืดสนิท พวกเขารู้สึกสับสน และสิ่งเดียวที่ได้ยินก็คือเสียงที่มาจากระบบไฟฟ้าของยานอวกาศที่กำลังจะหมดไป พวกเขาไม่มีความทรงจำใดๆ หลงเหลืออยู่เลย จำไม่ได้แม้กระทั่งว่าพวกเขาคือใคร ? ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ ? และภารกิจของพวกเขาคืออะไรกันแน่ ?
เพย์ตัน ตัดสินใจที่จะอยู่ในห้องจำศีล และพยายามติดต่อสื่อสารคนอื่นด้วยระบบวิทยุ ส่วน โบเวอร์ ก็มุ่งหน้าเข้าไปยังตัวยานด้านในเพื่อค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นกับยานลำนี้ และเขาก็ค้นพบกับความเป็นจริงอันน่าตกใจ.. มันมีบางสิ่งที่กำลังตามล่าเขา บางสิ่งที่เหมือนผุดขึ้นมาจากนรกภูมิ เขาค้นพบผู้ที่ยังรอดชีวิต มาห์น (คุงลี) และ นาเดีย (อันย่า ทราอู) ทั้งสามต่างดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และหลบหนีจากสิ่งที่กำลังไล่ล่าพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง
ในไม่ช้าความลับของสาเหตุอันน่าตกใจทั้งหมดก็ถูกเปิดเผย และทำให้นักบินอวกาศที่ยังเอาชีวิตรอดอยู่ได้เรียนรู้ว่า การเอาชีวิตรอดของตัวเองนั้น อาจจะสำคัญถึงความอยู่รอดของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้
ถ้าจะพูดถึงลักษณะการเดินเรื่องของทีมงาน ที่เห็นจะเป็นไปในแบบให้ตัวเอก ซึ่งในเรื่องคือนักบินอวกาศ ผู้หมู่ โบเวอร์ (เบน ฟอสเตอร์) ที่หลังจากฟื้นจากการจำศีลในแคปซูลย่นเวลาแล้ว เค้าก็ต้องค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นกับยานลำนี้ แต่ในเวลาเดียวกัน โบเวอร์ ก็ยังสงสัยในใจว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใครจริงๆ และมาทำอะไรในที่นี้ พร้อมๆกับความทรงจำเดิมๆ กำลังค่อยๆฟื้นคืนกลับมา..
การถ่ายทอดเรื่องราวจะเป็นไปในแบบให้เราติดตามและเรียนรู้ไปกับ โบเวอร์ ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็น “พระเอก” ของเรื่องนี้ก็ได้ เพราะคนดูจะได้เห็นว่าโบเวอร์พบเจออะไร และพยายามต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอย่างไร จนสุดท้ายก็เรียนรู้และเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจากอะไร ทำให้คนดูลุ้นไปกับตัวละคร ค่อยๆ ค้นพบความจริงทีละเปลาะๆ ไปพร้อมๆ กับควาทรงจำที่ค่อยๆ ย้อนกลับมา
ในเรื่องนี้เสียงดนตรีประกอบก็มีส่วนช่วยเติมเต็มให้กับเนื้อเรื่องได้อย่างกลมกลืนแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นซีนที่ตัวเอกพยายามค้นหาคำตอบ ที่เสียงซาวด์ ทำงานในหน้าที่ของตัวเองได้ดี ทำให้คนดูลุ้นไปกับภาพที่เห็นตรงหน้า หรือแม้แต่ซีนการต่อสู้ ความตื่นเต้นที่พบเจอตัวประหลาดในยาน เสียงซาวด์ก็เข้ามาส่งเสริมให้เนื้อหาน่าลุ้นมากขึ้นไปอีก ส่วนในด้านองค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Prop ของตกแต่งฉาก เครื่องแต่งกาย ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเช่นกัน
นอกจากนี้ ในเรื่อง Pandurum ยังมีสัญญาณที่แอบแทรกแฝงมาให้เราเห็น เป็นอาการประสาทหลอน ในสภาวะกดดัน ซึ่งมักเกิดขึ้นกับนักบินที่ต้องรับภาระในการนำยานไปสู่จุดหมายให้จงได้ และสำหรับเรื่องนี้นักบินทั้งหมดไม่สามารถถอยหลังกลับได้แล้ว เพราะโลกได้ถึงกาลอวสานไปแล้ว มีเพียงอวกาศ และดาวเคราะห์ดวงใหม่เท่านั้นที่เป็นทางเลือก อาการ pandorum จึงเกิดขึ้นกับนักบินมากกว่าลูกเรือที่โดยสารมา แต่ทำไมลูกเรือบางกลุ่มจึงกลายเป็นสัตว์ร้ายกินมนุษย์ด้วยกันเอง อันนี้เป็นสิ่งที่ทีมงานสร้างต้องการให้เราเดินทางค้นหาคำตอบไปพร้อมๆ กับ โบเวอร์ ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องนี้ ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นความเนียนอีกระดับที่ทีมงานสร้างพยายามนำพาคนดูไปพบเจอทีละจุดๆ และให้ปัญหาค่อยๆ คลี่คลายออกไป
แล้วจะเห็นว่ามนุษย์ต่างมีความเห็นแก่ตัว อยากเอาชีวิตรอดเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะต้องเหยียบย่ำซ้ำเติมคนอื่นอย่างไร ขอให้ตัวเอง “รอด” เป็นพอ
บทสรุปในเรื่องนี้คงต้องบอกว่า ทำได้ตามสูตรหนังฮอลลีวู้ดแบบเดิมๆ คือ เริ่มเรื่องมาแบบให้นักแสดงค้นหาคำตอบพร้อมกับคนดู แล้วระหว่างทางเจออุปสรรค แต่สุดท้ายก็รอดและแฮปปี้ ซึ่งก็คงไม่ผิดหวังสำหรับคอหนังไซไฟเขย่าขวัญ แต่ถ้าดูเอาหลักเหตุและผลล่ะก็ แนะนำให้ดูหนังเรื่องอื่นดีกว่านะ เพราะหนังเค้าทำมาให้ดูสนุกๆ อย่าซีเรียส สำหรับเรื่องนี้คงต้องให้คะแนน 7.5 เต็ม 10
movie.mthai
Tagged as:
Pandorum ลอกชีพ กระเทาะเปลือกมนุษย์,
บทวิจารณ์,
บทวิจารณ์หนัง,
วิจารณ์,
วิจารณ์หนัง