ที่ว่าอันตราย คงเป็นอันตรายกับเจ้าของหนัง เจ้าของเงิน เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่อยู่ในระดับกลางๆ เอาไว้เป็นตัวเลือกสำหรับเวลาที่ไม่มีหนังเรื่องอื่นที่น่าสนใจจะให้ดู (ซึ่งอาจมีผลกระทบกับรายได้ของหนัง) ดูเรื่องนี้ก็ได้ไม่เสียความรู้สึก…แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นหนังที่ต้องบอกว่า “ต้องดู” ลองมาดูรายละเอียดกันก่อนว่าที่บอกว่าเป็นหนังระดับกลางๆ แบบนี้เพราะว่าอะไร?

ใครจะคาดคิดว่าการลงโทษตัวเอง จากการกระทำในอดีตที่ผ่านมา จะกลับกลายทำให้ตนเองต้องเข้าไปพัวพันกับอันตรายแบบไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงกันสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ Whiteout มฤตยูขาวสะพรึงโลก
เมื่อ แคร์รี่ สเตทโค รับบทโดย เคท เบคกินเซล ยูเอสมาแชลที่ไม่สามารถลืมอดีตอันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับคู่หูของเธอได้ เธอจึงตัดสินใจเนรเทศตัวเองออกมาใช้ชีวิตท่ามกลางความหนาวเหน็บ ในดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าแล้ง ร้าง ลมกรรมโชก อย่างสถานีวิจัยแม็คเมอร์โด แอนตาร์กติกา ที่ขั้วโลกใต้แห่งนี้

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นักศึกษาสาขาธรณีวิทยาตายอย่างปริศนา ในสภาพศพที่ชวนสังเวชใจ การวิเคราะห์ร่องรอยบาดแผลและสถานที่เกิดเหตุจึงตกเป็นหน้าที่ของเธอ เพื่อสืบค้นว่าการตายของนักศึกษาผู้นี้มาจากสาเหตุอะไรกันแน่ แต่ทว่าศพที่พบเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อเธอยิ่งสืบก็ยิ่งลึก และรู้เรื่องที่ไม่น่าจะรู้

โดยรวมแล้วเนื้อหาของเรื่องค่อนข้างไปทางสูตรสำเร็จในการทำหนัง ที่มีช่วงเริ่มเรื่องในการแนะนำตัวละคร ช่วงกลางเรื่องที่จะเอาใจช่วยตัวละครหลัก และช่วงท้ายเรื่องที่เป็นบทสรุป แต่สำหรับเรื่อง Whiteout เรื่องนี้ที่พิเศษกว่าสูตรสำเร็จก็ตรงที่ มีจุดเด่นคือเป็นหนังที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนมินิซีรีส์ของ “เกรก รุคกา” (ได้เข้าชิงรางวัลไอส์เนอร์ เปรียบได้กับรางวัลออสการ์ของวงการการ์ตูน ในปี 1999 ถึง 4 สาขา) ซึ่งหากเราจะมองหนังที่สร้างจากการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมาก็มีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น แบ็ทแมน ซูเปอร์แมน แฟนตาสติก4 ไอร่อนแมน สไปเดอร์แมน ฯลฯ ซึ่งมีบทสรุปตอนจบเหมือนๆกัน คือธรรมะย่อมชนะอธรรม ซึ่งก็ได้แต่คาดหวังให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเหมือนหนังรุ่นพี่ที่ผ่านมา

สำหรับ Whiteout ในช่วงต้นเรื่องนั้น อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าเป็นหนังที่มีการวางพล็อตไว้แบบสูตรสำเร็จ คือช่วงต้นเป็นการแนะนำเรื่องราวอันกลายเป็นชนวนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น พร้อมการแนะนำตัวละครหลักของเรื่องซึ่งก็คือ แคร์รี่ สเตทโค และในช่วงกลางเรื่อง ตัวหนังจะทำให้เราซึ่งเป็นคนดูก็จะเอาใจช่วย แคร์รี่ ซึ่งเป็นตัวดำเนินเรื่องให้หนีพ้นวิกฤตการณ์ที่แทบจะนำพาชีวิตของเธอไปสู่จุดจบ จนกระทั่งเมื่อเธอรอดพ้นวิกฤตนั้นมาอย่างหวุดหวิด เราก็ยังคงเอาใจช่วยให้เธอค้นหาคำตอบที่แท้จริงจากการสืบหาปมเหตุความตาย และเงื่อนงำต่างๆ ก็ค่อยๆ โผล่ออกมา โดยตัดสลับกับความคิดที่ยังคั่งค้างใจในอดีตของแคร์รี่ เพื่อให้เราตามเรื่องต่อได้ว่าสาเหตุที่เธอย้ายตัวเองออกมาไกลปืนเที่ยงขนาดนี้เพราะอะไร?
ตั้งแต่ต้นจนจบการดำเนินเรื่องแทบจะเรียกได้ว่าทำให้คนดูรู้บทสรุปของเรื่องได้แบบไม่ยากเกินคาดเดา แต่คิดว่าผู้กำกับคงต้องการสะท้อนให้เห็นปมจิตใจในเบื้องลึกของคนเรามากกว่า (ถ้าเดาไม่ผิด) เพราะทุกคนยังติดอยู่กับความโลภ ละโมบ และคิดว่าตัวเองทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่แล้วความผิดก็ย่อมเป็นความผิดอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าใครทำอะไรไว้ อย่าได้นึกว่าไม่มีใครรู้ เพราะความผิดมันเดินตามมาเหมือนเงาตามตัว
และเมื่อหันมาดูพัฒนาการทางด้านการแสดงของนางเอก เคท เบคกินเซล หลายคนที่เคยผิดหวังจากการแสดงของเธอจากหลายๆเรื่องที่ผ่านมา คงต้องซ้ำรอยกับประวัติศาสตร์นั้นเสียแล้ว เพราะว่าถึงแม้เคท จะฝากฝีมือการแสดงไว้กับหนังแวมไพร์ที่ดูเท่ห์นิ่งเรียบได้อย่างกลมกลืนใน Underworld แล้ว เจ้าหล่อนยังพกความเท่ห์ เงียบ และ นิ่ง ได้อย่างขัดตา-ขัดใจในเรื่องนี้อีกด้วย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรตัวบทบาทที่เธอได้รับนี้อาจจะกำหนดคาแรกเตอร์ให้เคทต้องแสดงออกมาเป็นแบบนี้ก็เป็นได้ เอาเป็นว่าเราเชื่อว่าเคทตั้งใจถ่ายทอดออกมาตามบทบาทที่ได้รับก็แล้วกัน
สำหรับคนที่ตัดสินใจจะดูหนังซักเรื่อง หนังเรื่อง Whiteout มฤตยูขาวสะพรึงโลก อยู่ในระดับกลางๆ ที่จะดูก็ได้ เอาไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเวลาที่ไม่รู้จะดูหนังเรื่องอะัไรก็แล้วกัน.
ระดับความน่าสนใจอยู่ที่ 6 เต็ม 10
แต่ถ้าใครที่ไปดูมาแล้ว มีความเห็นเป็นอย่างอื่น เข้ามาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันในเว็บบอร์ดด้านล่างนี้ได้เลย เรายินดีรับทุกความคิดเห็น
movie.mthai
Tagged as:
Whiteout มฤตยูขาวสะพรึงโลก,
บทวิจารณ์,
บทวิจารณ์หนัง,
วิจารณ์,
วิจารณ์หนัง

เป็นหนัง 3 มิติอีกเรื่องหนึ่งที่เราตั้งตารอคอย อาจเพราะด้วยความที่ยังติดนิสัยชอบดูหนังเด็ก รวมไปถึงการ์ตูนไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างดราก้อนบอล ไปจนถึงโดราเอมอน หรือการ์ตูนฝรั่ง อย่าง เบนเท็น ทอมกับเจอร์รี่ ก็ดูได้แทบทั้งหมด จนเมื่อสบโอกาสได้มาดูหนังเรื่อง G-Force หน่วยจารพันธุ์พิทักษ์โลก เรื่องนี้ก็เลยต้องดีใจจนเนื้อเต้น เพราะความธรรมดาของเนื้อหาของเรื่องนี้มันมีความแปลกใหม่ที่เสริมแทรกเข้ามาในแบบที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาอยู่ในเรื่อง
ที่พูดว่าหนังเรื่องนี้ธรรมดา เพราะเรื่องราวทั้งหมดมีธีมของเรื่องคือการปฏิบัติภารกิจเป็นสปาย ซึ่งธีมของเรื่องก็ไม่ได้แตกต่างจากหนังจารกรรมอื่นๆ ที่เคยผ่านตากันมา ไม่ว่าจะเป็น เดอะเมทริกซ์, มิชชั่นอิมพอซซิเบิ้ล, เจมส์ บอนด์ ฯลฯ แต่ความโดดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่การนำเหล่าสัตว์ตัวจ้อยที่เราคิดว่าไร้ประโยชน์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และนี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของหน่วยจี-ฟอร์ซที่เรากำลังจะพูดถึงกัน

แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องราวของเรื่อง จี-ฟอร์ซ เรามาดูว่าหนังเรื่องจี-ฟอร์ซเกิดขึ้นมาได้เพราะอะไร เหตุผลก็คือ เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ นักสร้างหนังมือฉมัง ที่บอกเอาไว้ว่า “สิ่งที่เราไม่เคยเห็นคือหนังเกี่ยวกับสายลับที่ดันเป็นสัตว์” แล้วเรื่องราวของสายลับ (ตัวเล็ก) ก็เลยกิดขึ้น
เมื่อพูดถึง เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ หลายคนคงคุ้นหู คุ้นชินกับชื่อนี้ แน่นอน! เพราะเค้าคือคนที่ทำหนังดังมาหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ Amagedon, The Rock, Badboy, Pirates of the Caribbeanทั้ง 3 ภาค เป็นต้น แค่ชื่อหนังที่ยกตัวอย่างมาคงการันตีความสนุกสุดยอดของหนังภายใต้ชื่อ “เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์” ได้เป็นอย่างดี และสำหรับหนังเรื่องนี้ ก็เป็นการผสมผสานจินตนาการสุดบรรเจิดของ “เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์” อีกครั้ง ภายใต้การทำหนังในรูปแบบ 3 มิติเป็นเรื่องแรกในชีวิต
จี-ฟอร์ซ คือหน่วยหนึ่งในองค์กรลับที่พัฒนาเจ้าสัตว์ตัวจ้อยให้มีศักยภาพ เพื่อทำหน้าที่เป็นสายลับ พูดแค่นี้คงยังคิดกันไม่ออก เอาเป็นว่าสายลับเหมือนกับเจมส์ บอนด์, เจสัน บอนด์ (บอนด์ อัลทิเมนตัม), อีธาน ฮันท์ (มิชชั่น อิมพอซซิเบิ้ล) ฯลฯ เพียงแต่ว่าสายลับที่เรากำลังจะพูดถึงมันถูกย่อส่วนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงตัวจ้อยอย่าง หนูแฮมสเตอร์ หรือหนูตะเภา, ตัวตุ่น, แมลงวัน เป็นต้น และที่โดดเด่นยิ่งกว่านั้นก็เพราะสัตว์เหล่านี้มีความสามารถหลากหลาย อาทิ ฮัวเรซ แฮมสเตอร์สาวหนึ่งเดียวของทีม ที่มีความสามารถในการบู๊ดุดัน รวดเร็ว หรือแม้แต่ตัวตุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสาร เป็นต้น…

แค่เกริ่นเรื่องราวมาคร่าวๆ หลายคนคงอยากรู้ว่าความสนุกของเรื่องนี้ จริงๆ แล้วมันอยู่ตรงไหน แล้ว “หนูตะเภา” เนี่ยนะ จะมาเป็นสายลับ แล้วหนังเรื่องนี้น่าจะเข้าไปดูในโรงหนังหรือเปล่า? เรามาอ่านเรื่องราวกันต่อ เพื่อเอาไว้พิจารณากันเองดีกว่าค่ะว่าจะเข้าไปดูในโรงหนังหรือไม่
ถ้าให้พูดอ้างอิงวิชาการ หนังเรื่อง G-Force เรื่องนี้ ก็สอบไม่ผ่านในด้านความไม่แปลกใหม่ของเนื้อเรื่อง เพราะธีมเรื่องซ้ำเดิมไม่แตกต่าง แต่ไอเดียบรรเจิดที่แสดงออกมานี่สิ!!! ที่ใช้สัตว์ตัวเล็กๆ มาเป็นตัวเดินเรื่อง นับว่าเป็นทางออกที่ไม่เลวเลยทีเดียว ซึ่งในส่วนนี้กลายเป็นส่วนส่งเสริมให้เรื่องราวน่าติดตามขึ้นอีกพะเรอเกวียน
นอกจากนี้ ฉากแอ๊คชั่นที่ปรากฏในเรื่องนี้นับว่าเป็นรองก็แค่ ทรานส์ฟอร์เมอร์ เท่านั้น หรืออาจจะเทียบเท่าเลยก็ว่าได้ (แต่คงต้องฝากให้ติดตามกันต่อในโรงหนังนะว่าแอ๊คชั่นยังไง) แต่ที่โดดเด่นมากกว่านี้เห็นจะเป็น สัตว์มีปีกอีกชนิดหนึ่งที่มีชีวิตหลุดรอดมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ที่เค้ากล้าจับเอามาทำเป็นสปาย (ไปดูกันเองนะว่าเป็นตัวอะไร)
ซึ่งต้องขอบอกว่า น้องที่นั่งข้างๆจะร้อง “อี๊” ตลอดตอนที่สัตว์มีปีกตัวนี้ออกมาปรากฏตัว แต่ทีมผู้สร้างก็พยายามกลบความน่าเกลียดของสัตว์มีปีกตัวนี้ให้ลดลง ด้วยการใส่บทบาทที่น่ารักให้กับพวกมันอีกด้วย งานนี้ต้องขอบอกว่าสอบผ่านกับสเปเชี่ยลเอฟเฟคที่ทีมผู้สร้างเนรมิตขึ้นมา จนกลายมาเป็นหนังเด็กดูได้ทั้งครอบครัวแบบนี้
และส่วนที่เสริมส่งให้หนังแนวนี้เป็นที่นิยมมากขึ้นอีกน่าจะเป็นทีมพากย์ที่มาช่วยสร้างสีสันให้กับเรื่องราวของสายลับหนูตะเภาเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
การันตีความน่ารักของสัตว์ตัวจ้อย ให้คะแนนไปเลย 7.5 (แอบกระซิบอีกทีว่า ดูทั้งครอบครัวจะสนุกกว่าดูคนเดียวนะ เพราะจากหัวเรื่องที่เราเกริ่นเอาไว้ว่า เมื่อหนูตะเภาเป็นสายลับ ความคึกคักจึงบังเกิด!!!!)
movie.mthai
Tagged as:
G-Force,
จี-ฟอร์ซ หน่วยจารพันธุ์พิทักษ์โลก,
บทวิจารณ์,
บทวิจารณ์หนัง,
วิจารณ์,
วิจารณ์หนัง,
เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์